ประวัติสำนักงานตรวจสอบภายใน
History

● ในปี พ.ศ. 2519 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่วนราชการจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบภายในขึ้น กรุงเทพมหานครจึงได้จัดตั้ง
งานตรวจสอบบัญชีและการเงิน โดยเป็นหน่วยงานใน สังกัดกองบัญชีและตรวจสอบ สำนักการคลัง
● ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ได้มีการโอนงานตรวจสอบบัญชีและการเงิน ไปขึ้นกับ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
และเปลี่ยนชื่อเป็น งานตรวจสอบภายใน มีอัตรากำลัง ณ วันที่โอนจำนวน 16 อัตรา ซึ่งขณะนั้นมีหน่วยรับตรวจ จำนวน 15 สำนัก
24 สำนักงานเขต (ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องจัดระเบียบราชการของกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2528)
● หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2532 โดยมติ ก.ก. อนุมัติให้ปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการและกรอบอัตรากำลัง
3 ปี ของสำนักปลัดกรุงเทพมหานครขึ้นใหม่ งานตรวจสอบภายในจึงยกฐานะขึ้นเป็น “กองตรวจสอบภายใน” มีอัตรากำลัง
ประกอบด้วย ข้าราชการและลูกจ้าง จำนวนทั้งสิ้น 71 อัตรา (เป็นข้าราชการเฉพาะสายงานตรวจสอบจำนวน 50 อัตรา)
แบ่งเป็นกลุ่มงานตรวจสอบภายใน 1 - 3 โดยมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ
การตรวจสอบบัญชีการเงิน | การรับจ่ายเงิน | การเก็บรักษาเงิน |
| การพัสดุ | การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่าย เงินยืมและเงินทดรองราชการ | ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงิน ของกรุงเทพมหานคร (ฎีกาหลังจ่าย) |
| ตรวจสอบงบเงินรายรับรายจ่ายประจำปี | ตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับการชี้แจงข้อทักท้วง หรือข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และของกองตรวจสอบภายใน | ติดตามผลการตรวจสอบการบริหาร งบประมาณของส่วนราชการ (เงินอุดหนุนรัฐบาล) ตามมติคณะรัฐมนตรี |
| ตรวจสอบการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ของทางราชการตามมติคณะรัฐมนตรี | การตรวจสอบอื่นใดตามที่ปลัดกรุงเทพมหานคร มอบหมายตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนด |
● ต่อมากองตรวจสอบภายในมีคำสั่งที่ 14 / 2548 สั่ง ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2548 เรื่อง การจัดแบ่งกลุ่มงานและอัตรากำลัง
สำนักงานตรวจสอบภายใน ได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเป็น กลุ่มวิชาการและแผนงาน กลุ่มงานบริหารงานทั่วไป
และกลุ่มตรวจสอบตามภารกิจ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มตรวจสอบการบริหารและการคลัง กลุ่มตรวจสอบการศึกษาและสังคม
กลุ่มตรวจสอบการสาธารณูปโภคและป้องกันภัย กลุ่มตรวจสอบการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กลุ่มตรวจสอบสำนักงานเขต
เป็นการแบ่งความรับผิดชอบหน่วยรับตรวจให้ชัดเจนเป็นส่วนตรวจสอบสำนักและส่วนตรวจสอบสำนักงานเขต
โดยมุ่งหวังให้การจัดการข้อมูลในภาพรวมมีประสิทธิภาพ เกิดความชัดเจนและใช้เวลาในการดำเนินงานน้อยลง

นอกจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการปรับเปลี่ยนการตรวจสอบ
คือ วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบภายในได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นการตรวจสอบทางการเงิน (Financial Audit)
ที่มุ่งเน้นความถูกต้องของตัวเลข มาเป็นการตรวจสอบภายในแนวใหม่ ที่มีคำจำกัดความของการตรวจสอบภายในว่า
“ การตรวจสอบภายในคือการให้ความเชื่อมั่น และการให้คำปรึกษาอย่างเที่ยงธรรมและเป็นอิสระ
เพื่อเพิ่มคุณค่า และปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร การตรวจสอบภายในช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย
ด้วยการประเมิน และปรับปรุงประสิทธิผลของกระบวนการบริหารความเสี่ยง การควบคุมและการกำกับดูแล
อย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ”
ซึ่งการปรับปรุงการตรวจสอบจำเป็นให้เพิ่มกลุ่มวิชาการและแผนงาน มาเพื่อทำหน้าที่ด้านการให้คำปรึกษาแก่หน่วยรับตรวจ
และพัฒนาวิธีการและระบบการตรวจสอบภายในให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

จากเหตุผลดังกล่าวกองตรวจสอบภายในจึงได้ขออนุมัติปรับปรุงโครงสร้างและบทบาทของหน่วยงาน
เพื่อให้ทันต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งหวังให้การปฏิบัติงานตรวจสอบภายในเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
และเกิดความคุ้มค่า ซึ่งจะส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครมีระบบการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง การปฏิบัติงานโปร่งใส
สามารถตรวจสอบได้ สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี และทำให้เกิดการพัฒนายิ่งขึ้นต่อไป
● ปัจจุบันตามมติ ก.ก. ครั้งที่ 5/2551 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2551 อนุมัติให้ปรับปรุงโครงสร้างและกรอบอัตรากำลัง
ของกองตรวจสอบภายใน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร เป็น สำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
และประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการ
กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 67) ลงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2551 ได้ยกฐานะกองตรวจสอบภายใน เป็นส่วนราชการที่มี
ฐานะสูงกว่ากอง กำหนดชื่อส่วนราชการเป็นสำนักงานตรวจสอบภายใน
มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2551 เป็นต้นไป
จากการปรับปรุงโครงสร้างมาเป็นสำนักงานตรวจสอบภายในได้มีการจัดแบ่งกลุ่มงาน และอัตรากำลังสำนักงานตรวจสอบภายใน
ตามคำสั่งสำนักงานตรวจสอบภายในที่ 20/2551 สั่ง ณ วันที่ 16 กันยายน 2551 โดยการแบ่งตามภารกิจออกเป็น
1. ฝ่ายบริหารงานทั่วไป | 2. กลุ่มพัฒนางานตรวจสอบภายใน |
3. ส่วนตรวจสอบภายใน 1 ประกอบด้วย กลุ่มงานตรวจสอบการบริหารการคลังและการพาณิชย์ | 4. ส่วนตรวจสอบภายใน 2 ประกอบด้วย กลุ่มตรวจสอบการศึกษาและสังคม |